เจาะลึกแพทย์จีน (2) ซางหานก็คือการสูญเสียการสะสมพลังหยางชี่ (ซางฉาง-伤藏) ![]()
ในทฤษฎีแพทย์จีนยินและหยางมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นบ่อเกิดของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทั้งมวล แต่ความสัมพันธ์ระหว่างยินกับหยางเป็นอย่างไรกันแน่ คำตอบมิใช่อยู่เพียงวรรคไม่กี่วรรคในหนังสือทฤษฎีพื้นฐานที่เขียนไว้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างยินหยางคือการเป็นคู่ตรงข้ามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ยินและหยางมีการเพิ่มและลดแต่ก็รักษาสมดุลไว้ตลอดเวลา ยินหยางสามารถแปรเปลี่ยนสู่กันได้เมื่อมีปัจจัยพร้อม
ยินกับหยางนั้นมีพื้นฐานมาจากการสังเกตการณ์ปรากฏตามธรรมชาติที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละรอบปี โดยในครึ่งปีแรกของปฏิทินจันทรคติ(หมายถึงหลังจากตรุษจีน) อากาศจะเริ่มอบอุ่นขึ้นตามลำดับจนถึงร้อนจัดในฤดูร้อน นี่คือเวลาที่หยางชี่ถูกปลดปล่อยออกมาจากน้อยไปถึงมาก และเมื่อเวลาผ่านไปในครึ่งปีหลังอากาศก็จะเริ่มเย็นลงตามลำดับ นั่นคือเวลาที่หยางชี่ถูกเก็บเข้าไปไว้ ภาวะที่หยางชี่ถูกเก็บเข้าไปนี้ก็คือ“ยิน”
จากนี้จะเห็นได้ว่ายินหาใช่พลังอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ แท้จริงแล้วยินก็คือหยางที่หดตัวหรือถูกเก็บเข้าไว้นั่นเอง หากไม่ทำความเข้าใจตรงนี้ก็จะสับสนว่าเหตุใดเมื่ออากาศหนาวจัดแล้วจึงเกิดหยางขึ้นมาแทนที่ ยิ่งหากถือตามทฤษฎีที่ว่ายินกับหยางเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เมื่อหยางเพิ่มยินก็ลดเมื่อหยางลดยินก็เพิ่มแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะเข้าใจว่าเมื่อ หยางลดลงมากๆ ก็ย่อมไม่มีหยางที่ไหนที่จะฟื้นคืนกลับมาในแต่ละรอบของวัฏจักรได้
การสะสมพลังหยางชี่ (คือเวลาที่เป็นยิน) จึงจะทำให้สรรพสิ่งมีพลังอย่างมีชีวิตชีวาในวัฏจักรรอบต่อไปได้ ไม่ต้องอื่นไกลร่างกายของคนเราต้องมีการพักผ่อนในเวลากลางคืน เมื่อตื่นขึ้นมาในวันใหม่เราจึงจะมีพลังทำงานไปอย่างกระฉับกระเฉงได้ ธรรมชาติก็เป็นเช่นนี้ ต้องมีฤดูที่ต้นไม้ทิ้งใบเพื่อสะสมพลังก่อนที่จะผลิใบ ออกดอกออกผลสำหรับฤดูต่อไป แต่หากการสะสมพลังนี้เสียหายไปจากสาเหตุหนึ่งก็ย่อมทำให้ชีวิตในปีต่อไปดำเนินไปไม่ปกติ เช่นหากปีไหนเมื่อถึงฤดูหนาวแล้วอากาศไม่หนาวจัด ไม่มีน้ำค้างแข็ง ชาวนาชาวไร่ก็คาดการณ์ได้ว่าผลผลิตในปีต่อไปจะไม่อุดมสมบูรณ์อย่างแน่นอน
สำหรับร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน ซางหานก็คือการสูญเสียการสะสมพลังหยางชี่ ดังนั้นโรคที่สังกัดซางหานจึงมีหลายกลุ่ม ในสมัยก่อนจัดไว้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ แต่ในปัจจุบันหากจะจัดกันจริงๆ ย่อมมีโรคมากมายที่สังกัดซางหานนี้
ความสำคัญของการเก็บรักษาหยางชี่นี้ ยังมีส่วนสำคัญต่อการบำเพ็ญเพียร ดังจะเห็นได้ว่าไม่ว่านักปฏิบัติสายไหนล้วนแต่เน้นถึงการบำเพ็ญเพียรด้วยความสงบนิ่ง อย่างเช่นการบำเพ็ญตนของลัทธิเต๋า การวิปัสสนากรรมฐานของพุทธ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งได้เน้นที่ความสงบนิ่งเป็นสำคัญ และผลของการบำเพ็ญเพียงนี้ได้ทำให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว
ส่วนในสัตว์หลายชนิดก็ได้มีการตอบสนองตามธรรมชาติต่อการเก็บรักษาหยางชี่ ดังเช่นสัตว์ที่มีการจำศีลในฤดูหนาว และจะพบว่าสัตว์ที่จำศีลนานและเคลื่อนไหวเชื่องช้าเช่นเต่าจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน
เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ได้ ก็จะทำให้ความเข้าใจทางทฤษฎีที่สำคัญๆ ตกไปได้หลายเปลาะ และจะทำให้เราศึกษาทฤษฎีได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างคือต่อการศึกษาคัมภีร์ซางหานลุ่น



