เว็บข่าวสารแพทย์จีน

รอบรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการแพทย์แผนจีน ยาจีน ฝังเข็ม การนวดทุยหนา ในประเทศไทย

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Home

เคล็ดลับแพทย์จีน ความหมายของซางหานลุ่นและจ๋าปิง

 เจาะลึกแพทย์จีน โดย ซินแสหวัง

ความหมายของซางหานและจ๋าปิ้ง  

ในวงการแพทย์จีนจะมีชื่อคัมภีร์ฉบับหนึ่งที่ได้มีการกล่าวถึงกันอยู่เสมอนั่นคือ “ซางหานลุ่น 伤寒论”   คำว่า “ซาง-” ทำให้เข้าใจได้ว่าบาดเจ็บหรือถูกทำร้าย    ซึ่งสามารถใช้คำไทยได้ว่าถูกกระทำจากพิษภัยต่างๆ ส่วนคำว่า “หาน-” ที่รับรู้กันโดยทั่วไปคือหมายถึง “ความหนาวเย็น”    ดังนั้นหากทำความเข้าใจแต่เพียงผิวเผินก็อาจเข้าใจว่าตำราซางหานลุ่นเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยโรคที่ถูกกระทำจากความหนาวเย็นเท่านั้น    ความจริงซางหานมีความหมาย กว้างขวางกว่านั้นมาก

นับแต่คัมภีร์ซู่เวิ่นบทเญ่อลุ่นได้ให้ความหมายของคำว่าซางหานไว้อย่างชัดเจนแต่ต้นแล้วว่า   “今夫热病,皆伤寒之类也  โรคที่มีไข้ทั้งปวง  ล้วนสังกัดซางหาน”    ต่อมาคัมภีร์น่านจิงได้อธิบายอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นว่า   “โรคซางหานประกอบด้วยโรค 5 กลุ่ม ได้แก่ โรคจากถูกลม(จ้งเฟิง) โรคจากถูกเย็น(ซางหานในความหมายอย่างแคบ) โรคจากร้อนชื้น โรคจากพิษร้อนและเวินปิ้ง  

เมื่อเราได้ความหมายของคำว่า “ซางหาน” ว่าหมายถึงโรคใดๆ ที่ทำให้เกิดไข้ตัวร้อนได้แล้ว    ก็ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจความหมายของอีกคำหนึ่งนั่นคือ “จ๋าปิ้ง”   “จ๋าปิ้ง” คือโรคกลุ่มใด    ก็เมื่อซางหานคือโรคที่มีไข้   จ๋าปิ้งก็คือโรคที่ไม่มีไข้นั่นเอง 

อีกประการหนึ่งที่พึงเข้าใจคือโรคที่สังกัดซางหานไม่ได้หมายถึงโรคที่เกิดจากพิษภัยจากภายนอก(ว่ายก่าน-外感) เท่านั้น  หากแต่ยังหมายถึงโรคที่มีไข้ที่มีสาเหตุจากภายใน(เน่ยซาง-内伤) ด้วย 

ในที่นี้ขอกล่าวถึงความหมายของคำอีกสองคำที่มักพบต่อท้ายชื่อคัมภีร์ต่างๆ นั่นคือคำว่า “จิง-” กับ “ลุ่น-

จิง” มาจากคำว่า “จิงเตี่ยน 经典”  ซึ่งตรงกับคำว่าคัมภีร์อย่างไม่มีปัญหา    คัมภีร์เป็นเนื้อหาคำสอนอันเป็นสุดยอดหัวกระทิของศาสตร์หนึ่งๆ     คัมภีร์จะเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ความรู้ของศาสตร์นั้นสุกงอมและพัฒนาขึ้นจนถึงระดับสูงสุด    ดังเช่น ศาสนาพุทธก็มีคัมภีร์พระไตรปิฎก   ศาสนาเต๋าก็มีคัมภีร์ลัทธิเต๋า เป็นต้น   อีกทั้งจะเห็นได้ว่าการเกิดขึ้นของคัมภีร์จะมีความเกี่ยวข้องกับศาสดาของศาสนาหรือลัทธินั้นโดยตรง  เช่น ของศาสนาพุทธก็เกี่ยวข้องกับคำสอนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้    คำสอนของสำนักหญู (儒家) ก็คือคำสอนและงานนิพนธ์ของท่านขงจื๊อ    เนื้อหาคำสอนที่เป็นของศาสดาไม่ว่าศาสนา ลัทธิความเชื่อหรือศาสตร์ใดๆ เท่านั้น จึงควรค่าแก่การยกย่องเป็นคัมภีร์   ส่วนคำสอนของคนลำดับต่อๆ มาเป็นเพียงการอธิบายความไปจากคัมภีร์ดั้งเดิม   ส่วนที่อธิบายขยายออกไปจากเดิมนี้ทางจีนจึงใช้คำว่า “ลุ่น

ดังนั้นท่านจางจ้งจิ่งเมื่อสร้างคัมภีร์ซางหานขึ้น  จึงใช้เพียงคำว่า “ลุ่น”  เพื่อรักษาลำดับชั้นของความสำคัญนี้   แต่นักวิชาการแพทย์จีนเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วความสำคัญของงานของท่านจางจ้งจิ่งสมควรเรียกว่าเป็น “จิง” หรือคัมภีร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ    ตรงนี้นับว่าท่านจงจ้งจิ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก   ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ในรุ่นต่อๆ มาที่ได้ยกงานของตนเองขึ้นเป็น “จิง”  ทั้งที่เป็นได้แค่ “ลุ่น” เท่านั้น

 

 

 
ป้ายโฆษณา