เจาะลึกแพทย์จีน โดย ซินแสหวัง
ความหมายของซางหานและจ๋าปิ้ง
ในวงการแพทย์จีนจะมีชื่อคัมภีร์ฉบับหนึ่งที่ได้มีการกล่าวถึงกันอยู่เสมอนั่นคือ “ซางหานลุ่น 伤寒论” คำว่า “ซาง-伤” ทำให้เข้าใจได้ว่าบาดเจ็บหรือถูกทำร้าย ซึ่งสามารถใช้คำไทยได้ว่าถูกกระทำจากพิษภัยต่างๆ ส่วนคำว่า “หาน-寒” ที่รับรู้กันโดยทั่วไปคือหมายถึง “ความหนาวเย็น” ดังนั้นหากทำความเข้าใจแต่เพียงผิวเผินก็อาจเข้าใจว่าตำราซางหานลุ่นเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยโรคที่ถูกกระทำจากความหนาวเย็นเท่านั้น ความจริงซางหานมีความหมาย กว้างขวางกว่านั้นมาก
นับแต่คัมภีร์ซู่เวิ่นบทเญ่อลุ่นได้ให้ความหมายของคำว่าซางหานไว้อย่างชัดเจนแต่ต้นแล้วว่า “今夫热病,皆伤寒之类也 โรคที่มีไข้ทั้งปวง ล้วนสังกัดซางหาน” ต่อมาคัมภีร์น่านจิงได้อธิบายอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นว่า “โรคซางหานประกอบด้วยโรค 5 กลุ่ม ได้แก่ โรคจากถูกลม(จ้งเฟิง) โรคจากถูกเย็น(ซางหานในความหมายอย่างแคบ) โรคจากร้อนชื้น โรคจากพิษร้อนและเวินปิ้ง
เมื่อเราได้ความหมายของคำว่า “ซางหาน” ว่าหมายถึงโรคใดๆ ที่ทำให้เกิดไข้ตัวร้อนได้แล้ว ก็ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจความหมายของอีกคำหนึ่งนั่นคือ “จ๋าปิ้ง” “จ๋าปิ้ง” คือโรคกลุ่มใด ก็เมื่อซางหานคือโรคที่มีไข้ จ๋าปิ้งก็คือโรคที่ไม่มีไข้นั่นเอง
อีกประการหนึ่งที่พึงเข้าใจคือโรคที่สังกัดซางหานไม่ได้หมายถึงโรคที่เกิดจากพิษภัยจากภายนอก(ว่ายก่าน-外感) เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงโรคที่มีไข้ที่มีสาเหตุจากภายใน(เน่ยซาง-内伤) ด้วย
ในที่นี้ขอกล่าวถึงความหมายของคำอีกสองคำที่มักพบต่อท้ายชื่อคัมภีร์ต่างๆ นั่นคือคำว่า “จิง-经” กับ “ลุ่น-论”
“จิง” มาจากคำว่า “จิงเตี่ยน 经典” ซึ่งตรงกับคำว่าคัมภีร์อย่างไม่มีปัญหา คัมภีร์เป็นเนื้อหาคำสอนอันเป็นสุดยอดหัวกระทิของศาสตร์หนึ่งๆ คัมภีร์จะเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ความรู้ของศาสตร์นั้นสุกงอมและพัฒนาขึ้นจนถึงระดับสูงสุด ดังเช่น ศาสนาพุทธก็มีคัมภีร์พระไตรปิฎก ศาสนาเต๋าก็มีคัมภีร์ลัทธิเต๋า เป็นต้น อีกทั้งจะเห็นได้ว่าการเกิดขึ้นของคัมภีร์จะมีความเกี่ยวข้องกับศาสดาของศาสนาหรือลัทธินั้นโดยตรง เช่น ของศาสนาพุทธก็เกี่ยวข้องกับคำสอนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้ คำสอนของสำนักหญู (儒家) ก็คือคำสอนและงานนิพนธ์ของท่านขงจื๊อ เนื้อหาคำสอนที่เป็นของศาสดาไม่ว่าศาสนา ลัทธิความเชื่อหรือศาสตร์ใดๆ เท่านั้น จึงควรค่าแก่การยกย่องเป็นคัมภีร์ ส่วนคำสอนของคนลำดับต่อๆ มาเป็นเพียงการอธิบายความไปจากคัมภีร์ดั้งเดิม ส่วนที่อธิบายขยายออกไปจากเดิมนี้ทางจีนจึงใช้คำว่า “ลุ่น”
ดังนั้นท่านจางจ้งจิ่งเมื่อสร้างคัมภีร์ซางหานขึ้น จึงใช้เพียงคำว่า “ลุ่น” เพื่อรักษาลำดับชั้นของความสำคัญนี้ แต่นักวิชาการแพทย์จีนเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วความสำคัญของงานของท่านจางจ้งจิ่งสมควรเรียกว่าเป็น “จิง” หรือคัมภีร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตรงนี้นับว่าท่านจงจ้งจิ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ในรุ่นต่อๆ มาที่ได้ยกงานของตนเองขึ้นเป็น “จิง” ทั้งที่เป็นได้แค่ “ลุ่น” เท่านั้น



