ภาวะลำไส้แปรปรวนหรือ IBS เป็นภาวะโรคกระเพาะลำไส้ที่พบบ่อยโรคหนึ่ง มีอาการสำคัญคือปวดท้อง แน่นท้อง ร่วมกับความผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ เช่นท้องผูกหรือถ่ายเหลว อาจถ่ายมีมูกปนหรือถ่ายไม่สุด อาการดังกล่าวอาจเกิดติดต่อกันหรือเกิดเป็นพักๆ แต่ในการตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่พบว่ามีความผิดปกติใดๆ คนไข้มักสัญจรไปรักษามาหลายแห่ง การได้รับยาช่วยย่อยหรือยาคลายการหดเกร็งของกระเพาะลำไส้ทำให้อาการบรรเทาลงบ้าง แต่ก็ไม่หายขาดและกลับเป็นขึ้นมาอีกเป็นประจำ
ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเรื้อรังหรือเป็นๆ หายๆ จึงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานของผู้ป่วย มีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 1 ใน 3 ของโรคทางเดินอาหาร สาเหตุของภาวะโรคเห็นว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ที่สำคัญได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางด้านจิตใจ แต่ไม่ใช่ความผิดปกติของเนื้อเยื่อและอวัยวะ
ภาวะโรคนี้มีความสอดคล้องกับการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก เพราะศาสตร์แพทย์จีนอธิบายว่าระบบการทำงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยดูดซึมและลำเลียงน้ำและอาหาร ได้แก่ ม้ามและตับมีความเกี่ยวพันกับอารมณ์หมกมุ่นครุ่นคิดวิตกกังวลและอารมณ์หงุดหงิดโมโหง่าย ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับภาวะลำไส้แปรปรวน
อาการสำคัญ ได้แก่อาการปวดท้อง ซึ่งลักษณะและระดับของการปวดจะแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละราย สาเหตุของการปวดท้องมาจากลำไส้เกิดการหดเกร็ง โดยมักปวดที่ส่วนล่างของท้องโดยเฉพาะทางด้านซ้าย ส่วนการปวดที่ทางด้านขวาหรือบริเวณรอบสะดือพบบ้างแต่ไม่มากนัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อได้ถ่ายอุจจาระออกแล้วจะรู้สึกสบายขึ้น อาการปวดท้องนี้จะไม่ค่อยพบระหว่างนอนหลับ แต่มักเกิดขึ้นเมื่อมีภาวะเครียดหรือวิตกกังวล ภาวะดังกล่าวข้างต้นทางแพทย์จีนเห็นว่าเกิดจากม้ามกับตับทำงานไม่ประสานกัน จึงทำให้การเคลื่อนของชี่ขึ้นลงเกิดความผิดปกติ ชี่จึงไหลไม่คล่องเกิดการติดค้าง เมื่อชี่ไหลไม่คล่องก็ทำให้เกิดความเจ็บปวด หากชี่ติดค้างเป็นเวลานานจะเกิดการคั่งของเลือด ทำให้คลำที่ท้องพบก้อนรูปคล้ายลำไส้ กดเจ็บและมีตำแหน่งอยู่กับที่
อาการอื่นที่มักพบด้วยได้แก่ การขับถ่ายอุจจาระผิดปกติ ซึ่งพบได้ทั้งท้องผูกและท้องเสียหรือถ่ายเหลว โดยหากชี่ติดค้างจะทำให้ลำไส้ไม่เคลื่อนไหวจึงขับถ่ายออกยาก ยิ่งภาวะชี่ติดค้างยังทำให้เกิดไฟร้อนขึ้นก็จะยิ่งทำให้สูญเสียน้ำ อุจจาระจึงแข็งและยิ่งถ่ายออกยาก ภาวะชี่ติดค้างจะมีอาการท้องอืด ปวดท้องอยากถ่ายเป็นพักๆ ร่วมด้วย ส่วนในกรณีท้องเสียหรือถ่ายเหลวแพทย์จีนเห็นว่าเกิดจากการทำหน้าที่ลำเลียงน้ำของม้ามไม่ดี น้ำเกิดการคั่งค้างสะสมทำให้ร่างกายเกิดภาวะชื้น และหากถูกพิษร้อนชื้นแทรกก็จะทำให้ถ่ายอุจจาระมีมูกปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีธาตุม้ามอ่อนแออยู่แล้วจะถ่ายอุจจาระเหลววันละหลายๆ ครั้ง ภาวะลำไส้แปรปรวนนี้หากป่วยเป็นเวลานานๆ ก็จะส่งผลต่อระบบไต ทำให้หยางของไตพร่องร่วมกับหยางของม้ามพร่องแต่จะไม่พบอาหารไม่ย่อยปนอยู่ในอุจจาระสำหรับกรณีนี้
ประสบการณ์ในการรักษา ภาวะลำไส้แปรปรวนนี้มีตำรับยาที่ใช้ได้หลายสูตร แต่จากประสบการณ์ของอาจารย์หลาวเส้าเสียนจากมหาวิทยาลัยแพทย์จีนกวางเจาเห็นว่า จากกลไกทางพยาธิสภาพของโรคที่เกิดจากระบบของม้ามและตับทำงานผิดปกติ ทำให้ชี่ติดค้างเป็นหลัก ในคนที่ธาตุม้ามอ่อนแออยู่แล้วก็มักจะมีภาวะม้ามพร่องร่วมอยู่ด้วย หลักการรักษาจึงใช้วิธี “ระบายชี่ของตับ ปรับปรุงการทำงานของม้าม ปรับปรุงการไหลเวียนของชี่ให้ไม่ติดขัด” โดยตำรับรักษาที่เหมาะสมที่สุด ได้แก่ ท่งเซี่ยเย่าฟาง 通泻药方 แล้วปรับเพิ่มและลดยาตามสภาวะของโรค
ตำรับทงเซี่ยเย่าฟาง ประกอบด้วยยาหลัก 4 ตัว ได้แก่ ไป๋จู๋ ไป๋เสา เฉินผี ฝางเฟิง ซึ่งมีสรรพคุณระบายตับบำรุงม้าม โดยมีประสบการณ์ในการใช้ยาดังกล่าวดังต่อไปนี้
ไป๋จู๋ เป็นยาหลัก จากการศึกษาของอาจารย์หลาวเส้าเสียนย้อนหลังไป 10 ปี พบว่าในตำรับรักษากลุ่มอาการของภาวะลำไส้แปรปรวนซึ่งมักจะแยกเป็น 5 กลุ่มนี้ จะมีไป๋จู๋ประกอบอยู่ในทุกตำรับหรือคิดเป็นอัตราร้อยละ 100 ในขณะที่ไป๋เสามีการใช้ในอัตราร้อยละ 70 เฉินผีร้อยละ 50 และฝางเฟิงร้อยละ 35.6 จึงเห็นได้ว่าไม่ว่ากลุ่มอาการทางแกร่งหรือพร่องของภาวะโรคนี้สามารถใช้ไป๋จู๋ได้ทั้งสิ้น
ไป๋จู๋มีสรรพคุณรักษาภาวะม้ามพร่องชี่ของตับติดติดค้าง แก้ภาวะชื้นในร่างกายและช่วยการทำหน้าที่ลำเลียงของม้าม แต่การใช้ควรคำนึงถึงปริมาณ เพราะปริมาณที่ต่างกันจะให้ผลการรักษาที่ต่างกัน โดยไป๋จู๋ในปริมาณ 10-18 กรัมจะใช้รักษาอาการถ่ายเหลวเนื่องจากม้ามทำหน้าที่ลำเลียงได้ไม่ดี แต่หากชี่ของม้ามพร่องทำให้ถ่ายไม่คล่องให้เพิ่มปริมาณไปถึง 30 กรัม ทั้งนี้มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่าไป๋จู๋มีฤทธิ์ทั้งกระตุ้นและระงับการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กในสัตว์ทดลอง ซึ่งฤทธิ์ที่แสดงออกในสองด้านนี้คงจะมีความเกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้ไป๋จู๋ดังข้างต้น
ไป๋เสามีฤทธิ์ผ่อนคลายระงับปวด เนื่องจากภาวะลำไส้แปรปรวนมีอาการปวดท้องเป็นสำคัญจึงควรใช้ในไป๋เสาในปริมาณมากถึง 15-20 กรัม โดยใช้ร่วมกับกานเฉ่า ได้เป็นตำรับพื้นฐานเสาเย่ากานเฉ่าทางซึ่งเป็นตำรับมาตรฐานในการรักษาอาการปวดท้อง ในกรณีนี้ควรใช้ชื่อเสามากกว่าไป๋เสา เพราะชื่อเสามีสารออกฤทธิ์ที่มีผลคลายการหดเกร็งของลำไส้ระงับปวดมากกว่าไป๋เสา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ลำไส้หดเกร็งจนคลำพบก้อนที่ท้องซึ่งทางแพทย์จีนถือว่าเกิดภาวะเลือดคั่งขึ้น (ในกรณีภาวะเลือดคั่งจึงใช้ชื่อเสาแทนไป๋เสา) อย่างไรก็ดีเนื่องจากไป๋เสาและชื่อเสาเป็นยารสเปรี้ยวและเป็นยาเย็น หากใช้ในปริมาณสูงจะระบายท้อง ดังนั้นในผู้ที่มีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วยจึงควรควบคุมปริมาณโดยให้ใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าไป๋จู๋
ฝางเฟิง ในกรณีนี้ใช้ฤทธิ์ของฝางเฟิงในการทำให้ชี่ของตับและม้ามไหลคล่อง รักษาภาวะชื้น ส่วนเฉินผีมีฤทธิ์ปรับปรุงการไหลเวียนของชี่และทำให้แห้ง จากการวิจัยพบว่าฝางเฟิงมีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ในขณะที่เฉินผีมีฤทธิ์ในการระงับ แต่ทั้งสองตัวสามารถคลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้จึงใช้มาระงับปวด
การปรับเพิ่มและลดยา
- เพื่อเสริมทั้งฤทธิ์และความเร็วในการระงับปวด ให้เพิ่มยาที่มีฤทธิ์ปรับปรุงการไหลเวียนของชี่ เช่น เหยียนหูโส่ว อูเย่า ขมิ้น
- หากอาการปวดท้องมีตำแหน่งคงที่แสดงว่าเกิดภาวะเลือดคั่งขึ้น ให้ใช้ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นเลือดแก้เลือดคั่ง เช่น เถาเหริน หมู่ตานผี เมาจวาเฉ่า
- หากปวดแน่นบริเวณชายโครงแสดงว่ามีภาวะชี่ของตับติดค้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีปัจจัยทางอารมณ์และจิตใจกระตุ้นทำให้เกิดโรคหรือมีอาการหนักขึ้น ให้ใช้ยาที่มีฤทธิ์ระบายชี่ของตับ เช่น ไฉหู ยี่จิน เหอฮวนผี
- หากมีอาการถ่ายเป็นมูกปน ถ่ายแล้วอยากถ่ายอีก แสดงว่าถูกพิษร้อนชื้นแทรก ให้ใช้ตำรับรักษาร้อนชื้นเช่น เซียงเหลียนหวาน
- หากมีอาการท้องเสีย และฝ้าลิ้นหนาเขรอะ แสดงว่าภาวะชื้นหนัก ให้เพิ่มใช้ยาตำรับผิงเว่ยส่าน
- หากมีอาการถ่ายเหลว ท้องเสียมาก ร่างกายอ่อนเพลียแสดงว่ามีภาวะม้ามพร่อง ให้เพิ่มยาบำรุงม้าม เช่น ต่างเซิน
- หากท้องเสียเรื้อรัง ให้เพิ่มยาสมานลำไส้ เช่น เฮอจื่อ สือหลิวผี
- หากอุจจาระจับแข็งเป็นก้อน ถ่ายลำบาก ให้เพิ่ม จื่อสือ โห้โผ่ ปิงหลัง เสวียนเซิน จือหมู่ เพื่อช่วยระบายอุจจาระเป็นต้น
หลาวเส้าเสียน New Journal of Traditional Chinese Medicine No 11 Vol 32, Nov 2000



